การกระจายอำนาจการจัดการการศึกษาจากรัฐส่วนกลางลงสู่ภูมิภาคท้องถิ่นและโรงเรียนเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของประเทศต่างๆที่ประสบความสำเร็จในการปฎิรูปการศึกษาเลือกใช้

     ในเวทีวิชาการอภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้มีการจัดเวทีพูดคุยในหัวข้อ “การอภิวัฒน์การเรียนรู้โดยการจัดการเชิงพื้นที่”

     สำหรับประเทศไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก ดร.ไกรยส ภัทราวาท นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. เปิดเผยดัชนีการศึกษารายจังหวัดประจำปี 2557 ไว้ว่า โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ได้สำรวจสถานการณ์คุณภาพการศึกษาของไทยเป็นรายจังหวัดในปี 2557 โดยวัดจากจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ย, IQ เด็กอายุ6-15ปี,อัตราการเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษา และคะแนนO-Net ระดับม.6 ของแต่ละจังหวัด ซึ่งพบว่า มีเพียง 15 จังหวัดที่มีดัชนีการศึกษาสูงสุด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครปฐม และภูเก็ต เป็นต้น ที่น่าสนใจคือกลุ่มจังหวัดอยู่ในผลคะแนนระดับต่ำกว่ามาตรฐานมีสูงถึง 33 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานและกลางตอนบน เช่น อุบลราชธานี ชัยภูมิ หนองบัวลำภู กำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

     ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้นรายจังหวัดทำให้โอกาสการเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพยังเป็นปัญหา มีตัวเลขน่าตกใจโดยยูเนสโก ปี 2554 พบว่า รายจ่ายงบประมาณแผ่นดินด้านการศึกษาของไทย คิดเป็น 24% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือประมาณ 500,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และหากมีการเฉลี่ยงบประมาณรายจังหวัดจะอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท/ปี แต่งบประมาณเหล่านี้95%ถูกกำหนดการใช้จ่ายจากส่วนกลางเป็นรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง เหลือเพียงงบประมาณราว 5% ที่โรงเรียนสามารถพิจารณาใช้พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนได้ด้วยตนเอง ขณะที่งบท้องถิ่นในการอุดหนุนการศึกษา ประมาณ 96,284 ล้านบาท ก็ถูกใช้ไปกับโรงเรียนสังกัดท้องถิ่นเองมากกว่าตอบโจทย์การศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในภาพรวม ดังนั้นหลายพื้นที่ในประเทศไทยจึงได้ริเริ่มกลไกทำงานระดับจังหวัดในรูปแบบของสภาการศึกษาจังหวัด จากความร่วมมือของหลายหน่วยงานและมีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเป็นฐานการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานด้านการศึกษาในจังหวัดอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ดังตัวอย่างโมเดลสภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต และกาญจนบุรี เป็นต้น

     ญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโดยเน้นการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาจากรัฐส่วนกลางลงสู่ส่วนภูมิภาค  ทำให้การศึกษาของประเทศญี่ปุ่นพัฒนาไปไกล   วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า สะท้อนประเด็นนี้ว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเน้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์กรที่เล็กที่สุดในประเทศแต่ใกล้ประชาชนที่สุดทำเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของประชาชนในประเทศก่อน และเมื่อท้องถิ่นไม่ไหว รัฐบาลส่วนกลางก็จะเข้าไปดูแล ซึ่งการใช้ระบบดังกล่าวจะทำให้เกิดการพัฒนาระบบการศึกษาได้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่ ทำให้เกิดการจัดการศึกษาที่เน้นคุณธรรม จริยธรรมโดยชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาส่วนนี้ด้วย

     วุฒิสาร กล่าวว่า เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทย สถาบันวิจัย TDRI เคยทำวิจัยและระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยมีการลงทุนในเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาสูงมาก แต่ผลสัมฤทธิ์ในเรื่องการศึกษาของไทยกลับมีปัญหา  ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาคือโรงเรียนทุกโรงเรียนต้องมีโอกาสกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอน และโยนอำนาจในเรื่องการจัดการศึกษาให้เป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจก็จะสามารถเข้าไปเลือกวัตถุดิบ บุคลากร และเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมกับโรงเรียนและท้องถิ่นเองได้  เช่น หากเด็กอยากรู้เรื่องการเมืองก็สามารถพาเด็กไปเรียนรู้ในองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้โดยตรง หรือกรณีการศึกษาเรื่องปัญหาเด็กแออัด โรงเรียนก็สามารถพาไปศึกษาในท้องที่ของตนได้ ซึ่งอปท.ถือว่ามีต้นทุนทางสังคมและสามารถเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาของชุมชนได้ อปท.ก็จะต้องใช้ชุมชนให้เป็นห้องทดลองเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้สังคมในท้องถิ่นนั้นๆ และต้องเข้าใจว่าการศึกษาไม่ใช่แค่เพียงเรียนเก่ง คิดเลขเก่ง แต่ต้องเชื่อมโยงกับชีวิตได้จริง  

     สมพร ใช้บางยาง อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เรื่องการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ประเทศพัฒนา เพราะเมื่อคนได้รับการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมจะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ เกิดประกายความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีงาม จากเดิมระบบการศึกษาของไทยเน้นในส่วนราชการเป็นหลักทำให้การปฏิรูประบบการศึกษาเป็นไปอย่างยากลำบาก หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างแท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงระบบฐานการศึกษาของคนในประเทศโดยปรับโครงสร้างอำนาจจากการรวมศูนย์มาเป็นการสร้างความเข้มแข็งที่กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นสามารถจัดการเรื่องการศึกษาของคนในท้องถิ่นของตนได้

     ธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ผู้บริหารของอปท.ในยุคปัจจุบันต่างจากอดีตที่จะเน้นเรื่องการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ปัจจุบันหลายท้องถิ่นเริ่มเล็งเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น แต่ติดประเด็นปัญหาคือเรายังไม่ได้รับภารกิจถ่ายโอนอำนาจให้จัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่  อย่างไรก็ตามในจังหวัดจันทบุรี ตนพยายามสนับสนุนเรื่องการศึกษาเพราะในจังหวัดมีทั้งเด็กชายแดนและเด็กชายขอบ จึงได้มีการทำงานแบบบูรณาการที่ประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและจัดโครงการขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งเด็กท้องก่อนวัยเรียน เด็กพิการ และเด็กออทิสติกต้องได้รับการศึกษาเหมือนทุกคนอย่างเท่าเทียม  นอกจากนี้แล้ว เรายังสนับสนุนเด็กๆในระดับอุดมศึกษาให้มีโครงการกลับมารับใช้บ้านเกิดของตนเองอีกด้วย ดังนั้นหากท้องถิ่นมีโอกาสเข้ามาบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จะทำให้การพัฒนามีมากขึ้น ดังนั้นเราจะต้องเร่งผลักดันในเรื่องนี้ด้วย

     วันนี้การจัดการศึกษาไม่ควรผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายทั้ง ภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และชุมชนที่ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

 

 

วิดีทัศน์อภิวัฒน์การเรียนรู้โดยการจัดการเชิงพื้นที่