คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้โลกเรากลายเป็นโลกแห่งการสื่อสาร เป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว กลายเป็น “สื่อยุคหลอมรวม”  หรือพูดง่ายๆ คือ เราสามารถ “ดูทีวีบนมือถือ” หรือ “พูดคุยผ่านเฟสบุ๊ค” หรือ หาข้อมูลต่างๆนานา ได้ง่ายๆ เพียงแค่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

     ด้วยความง่ายนี้ สื่อก็อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” สำหรับเด็กและเยาวชน  เพราะทุกวันนี้เด็กต้องอยู่กับสื่อและใช้กสื่อมากถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าเวลาเรียน มากกว่าเวลานอน หรือแม้กระทั่งมากกว่าเวลาที่อยู่กับพ่อแม่ แต่ในทางตรงกันข้ามสื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็กกลับมีปรากฏเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น  และโดยมากเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาความรุนแรง

     สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาย่อย เรื่อง “เด็กเรียนรู้อย่างไรในยุคสื่อหลอมรวม” ในการประชุมวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เพื่อหาแนวทางออกของการสร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนไทย

    ชิตพงษ์ กิตตินราดร สถาบัน ChangeFusion ระบุว่า ยุคสื่อหลอมรวมถือเป็นการสร้างโลกใบใหม่ที่นำเอาสื่อต่างๆมาอยู่ด้วยกัน  โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตที่ปัจจุบันมีความสำคัญมากและเข้าถึงได้ง่าย ทำให้สื่อดังกล่าวแทรกซึมในวิถีชีวิตของเด็กและเยาวชนไปโดยปริยาย บางครั้งสื่ออินเทอร์เน็ตอย่างเฟสบุ๊ค อินสตราแกรม ทำให้เด็กและเยาวชนอยู่แต่ในโลกเสมือนจริง และคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ตคือโลกแห่งความเป็นจริงจนส่งผลเสียได้ จึงมีข้อควรระวังในการใช้สื่อคือจะต้องแบ่งแยกให้ได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือพื้นที่ส่วนตัว อะไรคือพื้นที่สาธารณะ

     แนวโน้มของสื่อในยุคหลอมรวมมีข้อน่าสังเกตที่เป็นประโยชน์หากใช้อย่างถูกวิธี คือ 1.ทำให้โลกส่วนตัวแยกออกจากโลกเครือข่ายสังคมดั้งเดิม คือสื่ออินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการเป็นข่าว การแสดงความรู้ หรือทำให้เกิดการรณรงค์จนสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง  2. เครือข่ายสังคมได้หลอมรวมกับเครือข่ายสาธารณะ ทำให้เกิดการรวมพลังและเกิดความเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น 3. ทำให้เกิดการเติบโตของ Social Media Campaign เกิดการรณรงค์ต่อสาธารณะที่ก่อให้เกิดกระแสในอินเทอร์เน็ตและประสบความสำเร็จในที่สุด และ 4.เกิดการสร้างพื้นที่ใหม่ที่ใช้นวัตกรรมสร้างพลัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการเรียนรู้ เช่น มีเว็บไซต์ที่สามารถให้ทุกคนเรียนฟรี หรือทำให้ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการใช้สื่อให้เป็นในยุคสื่อหลอมรวมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนเกิดประโยชน์สูงสุด

     ธาม เชื้อสถาปนาศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะน้นย้ำถึงการหลอมรวมสื่อว่าคือการนำสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สื่อโทรศัพท์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกันทำให้เกิดอิทธิพลของสื่อ และคนในยุคนี้อยากเข้าไปอยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และนี่เองทำให้เกิดโรคใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นโรคเซฟฟี่ (Selfie) คือการถ่ายรูปตัวเองโดยใช้กล้องหน้าและมาอัพแชร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อรอคนมากดไลค์ หรือโรคละเมอแชท โรคเสพติดอินเทอร์เน็ต และที่เป็นกันมากในสังคมยุคนี้คือ โรคPHUBING คือการก้มหน้าก้มตากดแต่โทรศัพท์โดยไม่สนใจใคร ซึ่งถือว่าอันตรายมากหากไม่เร่งหาแนวทางแก้ไข

     ยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ยังขาดการเรียนรู้เท่าทันในสื่อ จนทำให้สื่อที่ควรจะเป็นประโยชน์กลายเป็นอันตรายต่อทั้งจิตใจ หรือแม้กระทั่งต่อร่างกาย เช่น เคยมีการถูกรังแกผ่านทางอินเทอร์เน็ตจนทำให้เด็กคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งเรื่องนี่เกิดจากการที่เด็กคิดว่าโลกในอินเทอร์เน็ตคือประสบการณ์จริง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะคนส่วนใหญ่ที่แสดงความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านทางอินเทอร์เน็ตมักจะเลือกเฉพาะเรื่องที่ดีๆมาเท่านั้น จนทำให้ผู้ที่เสพติดอินเทอร์เน็ตอย่างไร้ภูมิคุ้มกันเกิด 7 นิสัยที่อันตรายคือ กลายเป็นคนหลงใหลตัวเองมากขึ้น ขี้อิจฉามากขึ้น มองโลกในแง่ร้าย ชอบสอดส่องสอดรู้ชีวิตคนอื่น ๆ  เปิดเผยตนเองมากขึ้น จนลืมโลกแห่งความเป็นจริง จมทุกข์แบกโลกซึมเศร้า และท้ายที่สุดคือหลงใหลยึดติดแบบอย่างชีวิตของผู้อื่น

     นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ  ระบุถึงสาเหตุที่เด็กและเยาวชนเล่นอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเป็นเพราะต้องการสร้างสถานะทางสังคมที่โรงเรียนไม่สามารถให้ได้ แต่สื่อดังกล่าวสามารถให้พื้นที่กับเด็กและเยาวชนได้อย่างเต็มที่ เช่น การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น การแสดงตัวตน  ซึ่งเรื่องนี้ผู้ปกครองและครูต้องเร่งสร้างความเข้าใจและปรับตัวให้รู้เท่าทันโลกอินเทอร์เน็ตของเด็กๆ  โดยสอนให้เด็กและเยาวชนเปิดรับสื่ออย่างระวัดระวัง ต้องรู้จักคิดแยกแยะ วิเคราะห์ และวิพากษ์ ไม่ใช่เห็นอะไรก็เชื่อ แต่รู้จักตั้งคำถามก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งต้องคอยชี้นำให้เด็กใช้สื่อที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ให้มากขึ้น

    ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่ออินเทอร์เน็ตอย่าง คุณศรีดา  ตันทะอธิพานิช มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เห็นด้วยว่า นอกจากการสร้างภูมิความรู้ในการรู้เท่าทันสื่อแล้ว เราจะต้องเร่งสร้างสื่อที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กเพิ่มขึ้น เพราะว่าทุกวันนี้เด็กอยู่กับสื่อตลอดเวลา โดยสื่อที่สร้างสรรค์คือสื่อที่ต้องเสริมสร้างพัฒนาการ สร้างนักอ่าน สร้างนักคิด เปิดมุมมองใหม่และเติมเต็มจินตนาการ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างค่านิยม สร้างจิตสำนึกที่ดี ให้ความบันเทิงหรือช่วยให้การติดต่อสื่อสาร และทำให้มีเพื่อน  ทั้งนี้การใช้อินเทอร์เน็ตหากใช้ให้อย่างถูกวิธีจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในโรงเรียน อาทิ เป็นเครื่องมือและช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ อีกทั้งเป็นเสมือนสื่อการสอนที่สำคัญที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ได้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น และสื่อที่ดีจะมีการผนวกความสนุกสนานกับวิชาการเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มความสนใจและสร้างการเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น

     เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน (สสย.) สะท้อนว่า ในยุคสื่อหลอมหลวม หากเรารู้จักใช้และรู้เท่าทันก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมาก  โดยควรยึดตามยุทธศาสตร์ 3 ดี  คือ 1.สื่อดี ส่งเสริมการสร้างสื่อที่เหมาะสมกับการพัฒนาในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนให้สามารถเข้าถึงได้ 2.พื้นที่ดี คือมีพื้นที่ที่เป็นต้นแบบของการเรียนรู้ เป็นเวทีสร้างสรรค์การแสดงออกของเด็กและเยาวชน และใช้แลกเปลี่ยนความคิด และ 3.ภูมิดี เป็นภูมิปัญญาของเด็กและเยาวชนที่ต้องได้รับการบ่มเพาะ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปิดรับและใช้สื่ออย่างแยกแยะและมีวิจารณญาณ

     เห็นได้ชัดว่าหากเราให้เด็กเรียนรู้อย่างเหมาะสมในยุคสื่อหลอมรวม ก็จะทำให้เด็กมีพัฒนาการเรียนรู้ กลายเป็นเด็กที่ดี มีคุณธรรม รับผิดชอบต่อสังคม และการเสริมย้ำด้วยการสอนให้เด็ก “รู้เท่าทันสื่อ” ก็จะเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันทำให้เด็กและเยาวชนมีทักษะการดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข