ในการจัดประชุมวิชาการในหัวข้อ อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่อาคารอิมแพ็คอารีน่าเมืองทองธานีระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดการพูดคุยในหัวข้อที่น่าสนใจในห้องประชุมย่อยเรื่อง “แรงงานไทยกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

     ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ นักวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ระบุข้อมูลที่น่าสนใจในการประชุมว่า “กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยในปี 1968  แรงงานไทยส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรมากถึง ร้อยละ 68 รองลงมาคือภาคบริการร้อยละ 22 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10 ตามลำดับ ขณะที่ภาคเกษตรมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพียงร้อยละ 13 เทียบกับภาคบริการร้อยละ 56 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 30 ซึ่งสัดส่วนทั้งสองสะท้อนถึงประสิทธิภาพของแรงงานในภาคเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพของแรงงานในภาคการผลิตอื่น ๆ นอกจากนี้แล้วสภาพปัญหาที่พบอีกอย่างคือตลาดแรงงานไทยจะพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือและมีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปในระดับสูงและแรงงานส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น

     แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังปีปัญหาการขาดทักษะและประสบการณ์แรงงาน และแรงงานในแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันและมีความซับซ้อนมาก  ทั้งนี้ถึงแม้จากสถิติตัวเลขแล้วเหมือนประเทศเราจะมีแรงงานเป็นจำนวนมาก หากแต่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในทุกระดับการศึกษาก็ยังเกิดขึ้นกับประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานในสายวิชาชีพ ระดับ ปวช. และปวส. เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในประเทศไทยและไม่เพียงหากแต่การผลิตแรงงานกลุ่มนี้ออกมาตาความต้องการของตลาดก็ไม่ได้มีมากเท่าที่ควร ซึ่งประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงกว่าไทยก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน   นอกจากนี้แล้วประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบขนาดใหญ่  ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แรงงานนอกระบบมีสัดสวนเฉลี่ยร้อยละ 60 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดของประเทศไทย โดยประมาณร้อยละ 60 อยู่ในภาคเกษตรและมีการศึกษาในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า และครึ่งหนึ่งมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

     สิ่งที่น่าเป็นกังวลอีกเรื่องสำหรับประเด็นปัญหาของแรงงานไทยคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร  โดยในปีพ.ศ. 2553 -2583 หรือในอีก 30 ปีข้างหน้า ไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นถึงหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด  จะส่งผลให้อัตราผู้สูงอายุพึ่งพิงวัชราเพิ่มขึ้นสามเท่าจากปี 2553 ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานจะต้องรับภาระการเลี้ยงดูผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และส่งผลให้มีแรงกดดันต่อขนาดกำลังแรงงานของไทยลดลงซึ่งจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต

     ซึ่งทางออกในการแก้ไขปัญหาในตลาดแรงงานไทยที่จะเกิดขึ้นดังนี้  ในระยะสั้น 1. รัฐและเอกชนควรจะปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับผลิตภาพของแรงงาน 2. ภาคเอกชนควรเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาให้มีความยืดหยุ่นตามสภาวะธุรกิจและคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและครอบครัว รวมถึงการพัฒนาของแรงงานด้วย ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวคือ รัฐควรเพิ่มผลิตแรงงานโดยเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีสมรรถนะสูงโดยจัดฝึกอบรมทักษะที่จำเป็น และสนับสนุนการพัฒนาแรงงานในธุรกิจ SMEs ด้วย  นอกจากนี้แล้วควรพัฒนาและสร้างความร่วมมือให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรม สถาบันเฉพาะทาง และสถานประกอบการในการภาคผลิตต่างๆ ด้วย

     ด้านนายพงษ์ศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ กรรมการสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทุกวันนี้ปัญหาที่พบเจอกับแรงงานไทยคือเมื่อเด็กจบออกมาแล้วไม่มีทักษะในการทำงานหรือความรู้พื้นฐานที่สามารถนำมาใช้กับการทำงานได้จริง ดังนั้นเราจึงต้องเร่งปฏิรูประบบการเรียนการสอนเพื่อที่จะให้เด็กจบออกมาแล้วสามารถทำงานได้ วิชาไหนเมื่อประเมินแล้วไม่ได้นำมาใช้สำหรับการทำงานตนอยากให้ตัดทิ้งออกไปเลย มามุ่งพัฒนาวิชาที่เด็กจบแล้วสามารถนำมาใช้กับการทำงานได้เช่นภาษาอังกฤษ การเขียนโครงงานต่างๆ  ซึ่งการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้เราจะต้องออกแบบการเรียนที่ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเพราะจะทำให้เด็กเข้าใจและจดจำและสามารถนำมาปฏิบัติในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ตนยังอยากเสนอให้นำผู้ประกอบการเข้าไปเป็นครูผู้สอนให้กับเด็กนักเรียนที่จะต้องออกมาทำงานในแต่ละสาขาวิชาด้วย ซึ่งหากมีผู้ประกอบการเข้าไปเป็นครูผู้สอนก็จะทำให้เด็กรู้ว่าเมื่ออกมาทำงานเขาจะต้องรู้ในเรื่องอะไรบ้าง และผู้ประกอบการเองก็จะได้แรงงานที่เหมาะสมและมีความรู้ในการผลิตของตนเองอีกด้วย

     ขณะที่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานกรรมการ สสค.คนที่สอง ระบุว่า “ปัญหาเรื่องแรงงานของประเทศไทยนั้นมีหลากหลายปัจจัย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยเรานั้นถือเป็นประเทศที่ลงทุนเกี่ยวกับประชากรในประเทศสูงมาก แต่ผลตอบรับที่ได้กลับมาคือเราได้ประชากรที่มีคุณภาพน้อย  โดยเริ่มตั้งแต่การดูแลช่วงแรงตอนที่เด็กเกิดในช่วงอายุ 0-5 ปี ก็มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากที่ขาดการได้รับสารไอโอดีน เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วก็ขาดการดูแลอย่างถูกต้องและเหมาะสมทั้งในเรื่องทักษะการใช้ชีวิต และเรื่องของการศึกษา นอกจากนี้แล้วต่อมาในวัยเรียนรู้ขั้นพื้นฐานในช่วงอายุ 6-14 ปี เด็กไทยเราก็ใช้เวลาไปกับการเรียนอย่างมาก แต่การเรียนเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้เด็กไทยของเราฉลาดขึ้น เมื่อเติบโตขึ้นมาสู่วัยทำงานในช่วงอายุ 25 ปี จึงกลายเป็นผลพวงสะสมที่ทำให้เราได้แรงานที่ไม่มีคุณภาพ และในอีก 30 ปีข้างหน้าก็จะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของประชากร เราจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งเข้าใจถึงปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อที่จะได้ออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับการพัฒนาคนได้” รองประธานกรรมการ สสค.คนที่สองกล่าวทิ้งท้าย

     แรงงานไทยกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานทีเกี่ยวข้องจะต้องเร่งพัฒนาและออกแบบหลักสูตรการศึกษาให้เด็ก ๆ ของเราสามารถร่วมเรียนรู้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ตั้งแต่เด็กจนโตและตลอดชีวิต เพื่อให้เด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นแรงงานที่จะร่วมพัฒนาประเทศของเราได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป