จากสภาวะนักเรียนจบใหม่ เดินแตะฝุ่นตกงานถีบตัวสูงขึ้นในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาสำคัญมักมาจาก แรงงานที่จบใหม่มักขาดทักษะวิชาชีพ การมีความเชื่อที่ว่า ขอให้ได้เพียงใบปริญญาก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ จึงเป็นเพียงความเชื่อในอดีตชวนฝันที่ไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน

     หากดูจากผลสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ปี 2547-2550 พบว่า แรงงานไทยยังขาดทักษะความรู้ทางภาษามากที่สุด ตามด้วยทักษะการใช้เทคโนโลยี การคิดคำนวณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ การบริหารเวลา การติดต่อสื่อสาร และการแก้ไขปัญหา เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทักษะที่จำเป็นสู่โลกของงาน

     ขณะที่กลุ่มแรงงานกลับประเมินตนเองว่า ขาดเพียงทักษะภาษาอังกฤษและการสื่อสาร ส่งผลให้ภาวะ“ตำแหน่งว่าง” ทั้งที่ “คนตกงานล้นประเทศ”

     เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ“การเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะการทำงานสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.)  และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อประมวลแนวคิดและบอกถึงปัญหาสำคัญ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทยที่มีต่อทักษะวิชาชีพในตัวเด็กและเยาวชน โดยมีทั้งนักวิชาการ ตัวแทนจากภาครัฐ และตัวแทนจากท้องถิ่นเข้าร่วมเสวนา

     นางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การสร้างทักษะการทำงานให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในปีหน้านี้เรากำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และสิ่งที่ต้องรับรู้ในยุคปัจจุบันคือ  แรงงานที่มีทักษะดี เงินเดือนก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งทักษะที่ว่านี้  คงไม่ใช่การมุ่งเน้นแค่เพียงใบปริญญา เพียงแต่โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เยาวชนไทยมีทักษะวิชาชีพอย่างจริงจัง

     “การเข้าใจว่า การมีทักษะที่ดีต้องเรียนอาชีวะ คงไม่ใช่ทั้งหมด อันที่จริงทักษะการใช้ชีวิตบวกกับทักษะวิชาชีพถือเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า ซึ่งปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้คือ เราขาดแคลนครูสอนวิชาชีพ ฉะนั้นต้องมาคิดว่าทำอย่างไรกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถือว่าเป็นของดีที่มีอยู่ให้สอดประสานกับภาคเอกชน รวมถึงปัญหาการแยกส่วนกันจัดการศึกษาทั้งอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยเองที่ต่างคนต่างทำ การศึกษาไทยของเราจึงไม่ก้าวหน้าเสียที”

     นายถาวร ชลัษเฐียร รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในส่วนของการขาดแคลนแรงงาน ต้องเข้าใจก่อนว่า อัตราการเกิดของเรามีแนวโน้มลดลงอยู่ตลอด ขณะที่ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่ตลาดแรงงานไทยก็ไม่สอดคล้องกับคุณวุฒิและประสบการณ์ โดยเฉพาะการขาดแรงงานที่มีทักษะ ยกตัวอย่าง คนจบระดับระดับปริญญาตรีมาสมัครงานเป็นแสน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการคนมีฝีมือมาทำงานก็มีมาสมัครจำนวนน้อย ซึ่งมันสวนทางกันเป็นอย่างมาก หรือมีกรณีโรงงานแห่งหนึ่งเห็นว่าตลาดแรงงานมีฝีมือขาดแคลน ก็ยินดีรับเด็กที่จบ ม.3 ม.6 มาทำงานสายช่าง แต่ก่อนที่จะทำงานได้ก็ต้องอบรมก่อนหลายเดือนทำให้เสียเวลา

     “ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาโทกันทั้งประเทศ ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะมีงานทำกันทั้งหมด เพราะสุดท้ายบริษัทเขาจะรับคุณเข้าทำงานก็ต่อเมื่อคุณมีทักษะที่ดีสามารถทำงานได้เลย  เพราะความต้องการแรงงานในปัจจุบัน ขอย้ำว่าในส่วนของปริญญาตรีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดแรงงานทางด้านวิชาชีพยังมีความต้องการอีกมาก”รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม กล่าว

     นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า  ทุกวันนี้จะเห็นว่า หลักสูตรการเรียนการสอนที่ตลาดแรงงานต้องการ ขณะนี้พบว่ามีผู้มาเรียนเพื่อที่จบออกไปจะได้มีงานทำนั้นน้อยมาก อย่างเช่นวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารทุกวันนี้ขาดแคลนอย่างมาก แต่คนที่จะเรียนทางด้านนี้ก็ยังมีน้อยอยู่ และเมื่อมาดูสายไอทีเราก็ต้องมาถามตัวเองว่า ขณะนี้เราตามทันเขาหรือไม่ เขาไปไกลแต่ไหนแล้วตรงนี้ต้องแก้ไขเพื่อให้มีความสามารถต่อการแข่งขันในตลาดโลก

     ถัดมาเป็นเรื่องของการประกอบการธุรกิจ ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ประเทศไทย มีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกเบื่อกับงานประจำ ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ดูมักไปไม่รอด ซึ่งแน่นอนว่า การไปไม่รอดมักมาจากการขาดทักษะวิชาชีพ และความคิดสร้างสรรค์  ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา เขามีปัญหาผู้อพยพจากหลายเชื้อชาติ เข้าไปอยู่อาศัยจำนวนมากและมักติดปัญหาตามมาด้วย ตั้งแต่การไม่รู้ภาษา แรงงานไร้ฝีมือ หรือแม้กระทั้งปัญหาสังคม ที่พ่อแม่ที่อพยพมามีการหย่าร้างสูง รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองมักทำงานกลางคืน จากปัญหาดังกล่าวเขาจึงใช้วิธีการตั้งโรงเรียน“Career Academy จำนวน 1,200 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสอนเกี่ยวกับทักษะวิชาชีพโดยตรง ซึ่งเด็กที่จบที่นี่เพียงม.6 ก็สามารถออกไปทำงานได้เลย

     ในประเทศเยอรมันมีความเข้มข้นต่อหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการอาชีวะเป็นอย่างมาก โดยในกฎหมายจะกำหนดไว้เลยว่า ในระดับไฮสคูลต้องมีหลักสูตร “PARTIME TRANING” เพื่อให้เด็กได้ฝึกงาน ทดลองทำงานจริง ซึ่งหากเอกชนที่ไหนไม่รับเด็กมาทำงาน PARTIME ก็จะถูกเรียกเก็บเงิน 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้กันเลยทีเดียว ซึ่งการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จ ในการฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กที่ว่านี้ มักสวนทางกับการศึกษาของเราทั้งหมด ที่เน้นเพียงการเรียนทฤษฏี จนละเลยกับการฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กไป

     จะเห็นได้ว่า การปลูกฝังทักษะวิชาชีพ ให้กับเยาวชนในการเรียนการสอน ล้วนแต่มีความยั่งยืนทางด้านการประกอบอาชีพ มากกว่า ค่านิยมที่ต้องการเพียงใบปริญญา

 

 

 

วิดีทัศน์การเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะการทำงานสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่