ประเทศที่การศึกษาประสบความสำเร็จ ช่องว่างระหว่างคุณภาพโรงเรียนจะไม่แตกต่างกัน

                โรงเรียนดี มีประสิทธิภาพ คือการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้ครอบคลุมเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่และลดช่องว่างคุณภาพระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศให้เหลือน้อยที่สุด โดยการปฏิรูปประสิทธิภาพการบริหารโรงเรียนคือมาตรการอันดับหนึ่งที่แทบทุกประเทศเลือกใช้ในการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จได้ภายใน 6-10 ปี  เนื่องจากเป็นมาตรการที่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษา

                 เพื่อให้โรงเรียนดีมีประสิทธิภาพเกิดขึ้นจริงทุกสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “โรงเรียนดีมีคุณภาพจะมีขึ้นถ้วนทั่วได้อย่างไร?”  ในงานประชุมวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการศึกษาไทย  

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาและนำไปสู่โรงเรียนดีมีคุณภาพ จะต้องเริ่มจากความมีอิสระแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบด้วย โดยการมีอิสระคือ 1. มีอิสระในหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน  2. มีอิสระในการสรรหาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการ เพราะโรงเรียนย่อมรู้ดีที่สุดว่าขาดบุคลากรด้านใด ไม่ใช่ผลิตหรือส่งมาไม่ตรงกับความต้องการจนทำให้เกิดปัญหากับโรงเรียนหลายๆแห่งที่ครูพละศึกษาต้องมาสอนวิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น 3. อิสระในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา อาทิ การมีอิสระในการจัดการเงินอุดหนุนเพื่อนำไปพัฒนาบุคลากร หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเรียนได้เอง และ 4. อิสระจากการควบคุมประเมินคุณภาพ  โดยจะต้องไม่เน้นการควบคุมประเมินจากภายนอกมากเกินไป โรงเรียนควรประเมินตนเองในเบื้องต้นก่อน ขณะที่ส่วนกลางอาจมาประเมินหรือเป็นเพียงพี่เลี้ยงสำหรับโรงเรียนที่มีปัญหาเท่านั้น

ส่วนกลไกความรับผิดชอบที่โรงเรียนมีหน้าที่ให้ความรู้แก่นักเรียนตามที่ผู้ปกครองมอบหมาย แต่ปัญหาของความรับผิดชอบที่ส่งผลต่อการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพก็คือมีสายความรับผิดชอบที่ยาวเกินไป คือมีทั้งความรับผิดชอบต่อผู้ปกครอง ความรับผิดชอบต่อรัฐบาล ความรับผิดชอบต่อโรงเรียน และความรับผิดชอบต่อครู ทำให้มีความเสี่ยงที่จะทำให้สายความรับผิดชอบขาดช่วงได้ง่าย หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ นักการเมืองไม่สามารถกำกับให้กระทรวงศึกษาธิการทำตามนโยบายที่ตนหาเสียงได้ทุกเรื่อง ส่วนกระทรวงศึกษาธิการเองก็ไม่สามารถกำกับโรงเรียนให้มีคุณภาพได้ทั้งหมด โรงเรียนเองก็เช่นกันไม่สามารถกำกับการสอนของครูทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา ดังนั้นแนวทางหนึ่งในการยกระดับคุณภาพการศึกษาคือ จะต้องการกระจายอำนาจการศึกษาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถควบคุมนักการเมืองให้มีความรับผิดชอบได้ง่ายขึ้น เพื่อทำให้สายความรับผิดชอบสั้นลง

การแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุดคือทำให้โรงเรียนและครูมีความรับผิดชอบต่อผู้ปกครองโดยตรง ซึ่งมีหลักการคือ 1.จะต้องมีการปฏิรูปข้อมูล โดยเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ทั้งกิจกรรมการเรียนการสอน ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทรัพยากรของโรงเรียน ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีข้อมูลเพียงพอที่จะเลือกเข้าศึกษาในโรงเรียนที่มีคุณภาพ 2.การปฏิรูปการบริหารโรงเรียน คือต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจให้โรงเรียนมีอิสระทั้งในการจัดการศึกษา เนื้อหา มีอิสระในการดำเนินการ เพราะโรงเรียนย่อมเข้าใจปัญหาของตนเองมากที่สุด และ 3.การปฏิรูปแรงจูงใจของครู  ทั้งนี้การปฏิรูปการศึกษาด้วยมาตรการใดๆ จะไม่สามารถยกระดับผลการเรียนได้หากไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของครู เพราะผลการเรียนที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและความเอาใจใส่ของครูด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการสอนอย่างมีคุณภาพ   

               ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย หนึ่งในโรงเรียนดีมีคุณภาพ ระบุว่า “อิสระ” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาได้มากที่สุด ซึ่งโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคีถือเป็นโรงเรียนชาวเขา แต่มั่นใจได้ว่าสามารถพัฒนาให้มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี  โดยโรงเรียนมีความพยายามจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ครูและนักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด  และเลือกจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพสังคม คือเน้นแผนงานอาชีพ  อีกทั้งยังให้นักเรียนได้เรียนรู้จากของจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้  นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ครูคิดค้นการเรียนการสอนด้วยวิธีใหม่ เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ที่มากขึ้น อาทิ พยายามแทรกกิจกรรมควบคู่กับการเรียน  โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาได้อย่างดี คือ การมีอิสระในการเลือกบุคลากรให้ตรงกับความต้องการ ทำให้การพัฒนาการเรียนการสอนเป็นไปอย่างตรงจุดและมีคุณภาพ

              ขณะที่ตัวแทนฝ่ายผู้ปกครองอย่าง นายสมบัติ ธีระประยูร รองประธานชมรมผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ให้ความเห็นว่า พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพ และต้องเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพ เพราะมีองค์ประกอบครบ คือ 1.มีผู้บริหารที่ดี ทั้งในส่วนของผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารท้องถิ่น โดยผู้บริหารจะต้องใจกว้าง สร้างโอกาส มีการบริหารงานที่ยืดหยุ่น และมุ่งมั่นตั้งใจ 2.มีบุคลากรที่ดี และ 3. มีการสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่ดี  สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีโอกาสเข้ามมามีส่วนร่วมที่จะทำให้เกิดการพัฒนาด้วย เช่น การก่อตั้งคณะกรรมการสถานศึกษา หรือชมรมผู้ปกครองที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก สนับสนุนการเรียนการสอน และทำให้การพัฒนาโรงเรียนเป็นไปตามความต้องการของคนชุมชน

             ด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้สนับสนุนว่า จุดเริ่มต้นของโรงเรียนที่ดี คือจะต้องดูแลนักเรียนทุกคนให้สามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพอย่างทั่วถึง โดยจะต้องคำนึงถึงความคิดที่หลากหลาย เน้นการเรียนรู้มากกว่าการสอน ขณะเดียวกันผู้บริหารเองก็ต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง และดูแลให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จ โดยแนวทางการที่จะทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จจะต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยคือ 1.ผู้บริหารและครูต้องเชื่อในความหลากหลายของนักเรียน ไม่ใช่ทำแค่เพียงส่งเสริมให้เด็กเก่งยิ่งเก่งขึ้น แต่ต้องยกระดับคะแนนเด็กอ่อนให้เก่งมากขึ้นด้วย รวมทั้งต้องคิดว่าแต่ละโรงเรียนไม่เท่ากัน ดังนั้นการพัฒนาจึงควรจัดเป็นระดับ ไม่ใช่นำแนวทางเดียวมาพัฒนาโรงเรียนที่ต่างกัน  2.เครือข่ายที่จะช่วยโรงเรียนทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการจับคู่โรงเรียนพี่เลี้ยงถือเป็นแนวทางการพัฒนาที่เห็นสำเร็จได้อย่างชัดเจน  และ 3.บริบทของโรงเรียนต้องไม่เปลี่ยนแปลงตามการเมือง

              เห็นได้ชัดว่า “กุญแจ” สำคัญของการพัฒนาการศึกษาของไทย ที่จะสร้างโรงเรียนดีมีคุณภาพให้เกิดขึ้นในทุกโรงเรียน เพื่อกู้วิกฤติการศึกษาไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้ให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งคือ การปลดล็อคความเป็นอิสระของสถานศึกษาในการบริหารจัดการและการรับผิดชอบต่อความคาดหวังของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคมโดยรวม ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในแนวทางดังกล่าว การเกิดขึ้นของโรงเรียนดีมีคุณภาพอย่างทั่วถึง คงไม่นานเกินรอ !!