เป็นที่น่าตกใจเมื่อประเทศไทยลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศกานา และในแต่ละปีมีการเพิ่มงบประมาณอย่างก้าวกระโดดถึง 7% หรือ 20,0000 ล้านบาท/ปี แต่กลับไม่มีคำตอบว่างบประมาณที่จัดสรรลงไปนั้น ตรงตามเป้าหมายเพื่อยกระดับการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนเพียงใด  และการจัดสรรงบประมาณ และทรัพยากรทางการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด 

     บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ ( National  Education  Account of  Thailand :NEA ) เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินผล โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้ให้ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาวิจัยบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ ปี 2551-2553

    นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำและเปิดเผยต่อสาธารณะในเวทีประชุมวิชาการเรื่อง”อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” 

      ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หนึ่งในทีมวิจัย รายงานผลการศึกษาว่า รายจ่ายรวมด้านการศึกษาของไทย ในปี 2553 มีมูลค่า 658,098 ล้านบาท  คิดเป็น 6.51% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากปี 2551 และปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยใช้จ่ายโครงการเรียนฟรี 15 ปีเป็นปีแรก

     จำแนกแล้วพบว่า เป็นรายจ่ายของภาครัฐ 521,233 ล้านบาท หรือ 79.2 % ของรายจ่ายรวม และจำนวนนี้เป็นรายจ่ายของราชการส่วนกลาง 424,949 ล้านบาท รายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 96,284 ล้านบาท

     ส่วนรายจ่ายของภาคเอกชน (ครัวเรือน ธุรกิจเอกชน องค์การเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร) และภาคต่างประเทศ มีสัดส่วน 20.8 %  มูลค่า 136,866 ล้านบาท เป็นรายจ่ายของภาคครัวเรือนสูงสุด  131,861 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.04 %  

     เงินเหล่านี้ถูกนำไปอย่างไร ดร.ชัยยุทธ ชี้ว่า ถูกนำไปใช้ในระดับประถมศึกษาสูงสุด 201,677 ล้านบาท สัดส่วน 30.65 % รองลงมาใช้ในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญ 169,914 ล้านบาท และระดับอุดมศึกษา 142,821 ล้านบาท

     ส่วนการใช้จ่ายของภาคเอกชน  โดยภาคครัวเรือน ซึ่งใช้จ่ายสูงสุดนั้น พบว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องมากที่สุด อาทิ ค่าสมุด หนังสือ อุปกรณ์การเรียน และค่าเดินทาง 66,490 ล้านบาท ขณะที่ภาคต่างประเทศพบว่า เงินที่ไทยได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ 1,544 ล้านบาทนั้น นำมาสนับสนุนการศึกษาเพียง 242 ล้านบาท และจะลดลง เพราะไทยไม่ได้เป็นประเทศยากจนอีกต่อไปแล้ว 

     สำหรับค่าใช้จ่ายขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร พบว่า มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและวิจัย 3,649 ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าว ดร.ชัยยุทธ ย้ำว่า มีการบริจาคให้องค์กรศาสนามากกว่าโรงเรียน  

     เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมแล้ว เงินที่ใช้จ่ายไปเพื่อการศึกษาในปี 2553 ถูกนำไปใช้ในการผลิตนักเรียนและบัณฑิตสูงสุด 70.24 %  โดย 55.61 % ของรายจ่ายการศึกษาของรัฐหมดไปกับเงินเดือนและค่าจ้าง ส่วนเงินที่นำไปใช้น้อยที่สุด 1.09 %  มีการนำไปพัฒนาครู  

     ข้อมูลสำคัญจากการวิจัยดังกล่าว นำมาสู่บทสรุปว่า ประเทศไทยลงทุนเพื่อการศึกษาไม่น้อย เมื่อเปรียบเทียบจีดีพี และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (OECD) แต่จำนวนเงินที่จัดสรรไปของไทยได้คุณภาพการศึกษาต่ำกว่า  ขณะเดียวกันการใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทยยังเพิ่มขึ้นทุกปีกว่า 20 % ของงบประมาณประจำปี

     ดร.ชัยยุทธ เสนอแนะว่า ต้องเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายให้มากขึ้น และกระจายอำนาจบริหาร การศึกษาให้แก่สถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา หรือท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ  ขณะเดียวกันต้องมุ่งเน้นอุดหนุนเฉพาะกลุ่มที่ด้อยโอกาส เพื่อใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สร้างความเสมอภาค และเป็นธรรม เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และลดการออกกลางคันของเยาวชน

     การจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติครั้งนี้ ได้รับการขานรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาฐานข้อมูล และตัวชี้วัดภาวะสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ย้ำว่า การจัดทำบัญชีรายจ่ายฯ ต้องจัดทำข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และต้องนำข้อมูลเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ต่อ 

     ขณะที่ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สพฐ. ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาการใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทยไม่มีใครตอบได้ว่านำไปทำอะไร และอย่างไร เพราะไม่มีการรวบรวมและจัดทำเป็นบัญชีรายจ่าย อย่างไรก็ตามการจัดทำบัญชีรายจ่ายฯ จะเป็นเงื่อนไขให้การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จไปด้วย นอกเหนือจากการกระจายอำนาจ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม และปรับปรุงแก้ไขระบบที่ไม่เอื้ออำนวย