ภาคประชาสังคมจับมือสร้างสำนึกพลเมืองประชาธิปไตย พัฒนาการเรียนรู้ ลดความขัดแย้ง มธ.แนะต้องสร้างเงื่อนไขการเรียนรู้กระตุ้นการพัฒนาความคิด  

     ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา และการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ เป็นเพราะแต่ละคนมักโทษคนอื่น และมักบอกให้คนอื่นทำ ไทยจึงเต็มไปด้วยคำขวัญ และเรียกร้องผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการปัญหา  ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้  ทุกคนจึงกลายเป็นภาระของเมือง

     แต่คำว่า”พลเมือง” หมายถึงกำลังของเมือง  ดังนั้นประเทศจะเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนต้องแก้ที่ตัวเอง และลงมือทำ  ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นหลักสูตร TU 100 เพื่อบ่มเพาะเยาวชนมาให้มีสำนึกพลเมืองมากว่า 5 ปี และพบว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี 

     ดร.ปริญญา กล่าวถึงการวิธีการสร้างสำนึกพลเมืองว่า ต้องสร้างเงื่อนไขการเรียนรู้ ซึ่งต้องมาจากการตั้งคำถาม เพื่อพัฒนาความคิด จากเดิมที่เรามักบรรยายและมีแต่คำตอบให้ผู้ฟัง อย่างไรก็ตาม การเป็นแอคทีฟซิตี้เซนท์   ไม่สามารถสร้างแต่สำนึกพลเมืองเพียงอย่างเดียว  เพราะการมีแต่สำนึกพลเมือง คนในชาติก็สามารถฆ่ากันได้เช่นเดียวกันเหมือนอดีตของสหรัฐที่แบ่งเป็นเหนือและใต้ ทำให้คนตายไปกว่า 6.5 แสนคนจากการรบราฆ่าฟันกัน  เช่นเดียวกับประเทศไทยเวลานี้ ที่ทั้งฝ่ายกปปส. และนปช.ต่างมีจิตอาสา มีสำนึกส่วนรวมด้วยกันทั้งสิ้น แต่ขัดแย้งกัน  ดังนั้นสำนึกพลเมือง จึงต้องมาพร้อมกับการเคารพกติกา เหมือนการแข่งขันฟุตบอลที่สองทีมที่แข่งขันกันยังอยู่ด้วยกันได้ต่อไป เพราะเล่นบนกติกา

     นอกจากนี้สำนึกพลเมือง ยังต้องมาพร้อมกับสำนึกประชาธิปไตยด้วย  ซึ่งคนจำนวนมากยังยอมรับว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบเดียวที่ประชาชนทักท้วงได้ หากรัฐบาลเดินผิดทาง เพียงแต่ประเทศไทยไม่เคยเรียนรู้ประชาธิปไตยอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาความถูกผิดอยู่ที่มองจากมุมไหน แม้เป็นคนเดียวกันพูดเหมือนกัน ยกตัวอย่างคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีทั้งคนมองเป็นเจ้าหญิง จากมุมของนปช. และแม่มดในมุมของกปปส. หรือ การที่บอกว่าสหรัฐเป็นตะวันตก และไทยเป็นตะวันออก เพราะอยู่ที่มองจากมุมไหนของจักรวาลใบนี้

    ดังนั้นการสร้างสำนึกพลเมือง ต้องสร้างพลเมืองประชาธิปไตย ใน 3 ด้าน คือ การเคารพกติกา  เคารพความแตกต่าง เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกัน  และร่วมรับผิดชอบต่อสังคม      

     สำหรับแนวทางในการสร้างพลเมืองประชาธิปไตยดร.ปริญญา ระบุว่าต้องสร้างเงื่อนไขการเรียนรู้ โดยการตั้งคำถาม เช่น การตั้งคำถามกับผู้ต้องขัง ว่า พ้นโทษไปแล้วต้องการทำอะไร และทำอย่างไรไม่ให้กลับมาติดคุกอีก ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้มากว่าการบอกกล่าวว่าเขาต้องทำตัวอย่างไร

     และในการทำโครงงานใดก็ตามเพื่อสร้างพลเมืองที่ดีต้องมีการประเมินผลด้วย เพื่อให้รู้ว่ามีการเรียนรู้อะไร และทำไปแล้วได้ผลหรือไม่  ทั้งให้รู้ว่าต้องปรับปรุงวิธีการอย่างไร นอกจากนี้ที่ต้องย้ำ คือ การสร้างพลเมืองที่ดีนั้นต้องเป็นพลเมืองของโลก ไม่เฉพาะของไทยเท่านั้นเพราะทุกคนอยู่ในโลกใบเดียวกัน 

     ดร.ปริญญา ย้ำประเด็นในการสร้างสำนึกพลเมืองประชาธิปไตย คือ การลงมือทำ โดยเริ่มที่ตนเองก่อน และขยายวงออกไป และตัวเองอยู่ตรงไหนช่วยสังคมตรงนั้น พร้อมสร้างเงื่อนไขการเรียนรู้ และสร้างเครือข่าย 

    

     นางปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล  เปิดเผยในงานเสวนา “การเรียนรู้เพื่อสร้างสำนึกพลเมือง” ในงานประชุมวิชาการอภิวัตน์การเรียนรู้ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 6-8 พ.ค. 2557 ที่เมืองทองธานี ว่า ปัญหาของสังคมไทยขณะนี้คือ หลายคนไม่สนใจเรื่องของส่วนร่วม  สนใจเฉพาะเรื่องตัวเอง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่  โดยมักอ้างว่าเพื่อนๆทำเหมือนกัน  ซึ่งสถานการณ์นี้ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้  วิธีแก้ไข ต้องโทษตัวเราเองก่อนที่ทำให้ลูกหลานเป็นอย่างนั้น  ดังนั้นเราต้องการให้ลูกหลานเป็นอย่างไร ต้องเปลี่ยนที่ตัวเราเองก่อน  และช่วยกันพัฒนาเด็ก ด้วยการลงมือทำไม่เพียงแต่พร่ำบ่นเท่านั้น โดยทุกองค์กรต่างสามารถเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาให้เกิดสำนึกพลเมือง      

    

     นางพรรณิภา โสตถิพันธุ์ ผู้อำนวยการสงขลาฟอรั่ม  กล่าวว่า ความท้าทายที่เข้ามาทำงานกับเด็กและเยาวชนเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะมองว่าปัญหาของไทย  คือ เราได้เปิดพื้นที่ให้เด็กมีโอกาสทำอะไรให้บ้านเมืองแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนเองเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพเป็นกำลังของบ้านเมืองได้ ไม่ใช่ภาระของเมือง สงขลาฟอรั่ม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสยามกัมมาจล จึงดำเนินโครงการพลังพลเมืองเยาวชนสงขลา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง บ่มเพาะให้เด็กมีจิตใจทำเพื่อส่วนร่วม  

     แนวทางการทำโครงการนี้ จะให้เยาวชนเสนอโครงการด้วยตัวเอง กว่า 3 ปีที่ดำเนินการ มีมากกว่า 22 โครงการที่เสนอเข้ามาสนับสนุน โดยสงขลาฟอรั่มไม่มุ่งเน้นว่า โครงการที่เด็กทำนั้นบรรลุเป้าหมายหรือไม่ หลายโครงการล้มเหลว แต่เราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็กมากกว่า  เพื่อให้เด็กวัยรุ่นปรับพฤติกรรม สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ และปรับการสื่อสารเพื่อปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ   ทั้งนี้พบว่าแม้โครงการไม่สำเร็จ แต่เด็กได้เรียนรู้และเติบโตทางความคิด และเปลี่ยนพฤติกรรม

    

     นายทรงพล เจตนาวนิชย์  ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) กล่าวว่าโครงการหลักที่สถาบันฯดำเนินการเพื่อพัฒนาคน เป็นหลักสูตรนักถักทอ  เพื่อปรับการทำงานของท้องถิ่น โดยมองว่าชุมชนมีทุนทางสังคม แต่ขาดการบริหารจัดการ หลักสูตรนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เรียนรู้การประสานงาน และสร้างการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น  หลักสูตรนี้ช่วยเชื่อมร้อยคนในพื้นที่เข้าด้วยกัน จากเดิมที่ต่างคนต่างทำงาน