ประเทศที่การศึกษาประสบความสำเร็จ ช่องว่างระหว่างคุณภาพโรงเรียนจะไม่แตกต่างกัน

     จากผลสำรวจของ OECD (ผู้จัดการทดสอบ PISA) ในปี 2555 ได้จัดอันดับระบบการศึกษาที่มีความเท่าเทียมกันทางคุณภาพของโรงเรียน พบว่า เซียงไฮ้ ยังคงเป็นระบบการศึกษาอันดับ 1 ของโลก ทั้งผลการสอบและในแง่ความเท่าเทียมทางคุณภาพของโรงเรียนมากที่สุด จึงถูกจัดอันดับว่าเป็นระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในการลดช่องว่างระหว่างคุณภาพของโรงเรียนได้อย่างประสบผลสำเร็จ

     นี มินจิง เลขาธิการสำนักงานการศึกษานครเซี่ยงไฮ้ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตอนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาเซี่ยงไฮ้ในการประชุมวิชาการ”อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายเมื่อเร็วๆ นี้

     กว่าจะติดอันดับดังกล่าว เซี่ยงไฮ้ผ่านเหตุการณ์สำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษา นายนี        มินจิง เล่าว่า การปฏิรูปการศึกษาของเซี่ยงไฮ้ทำอย่างจริงจังมาตลอด กว่า 20 ปี  (ปี 2533 -2553 ) โดยช่วง 10 ปีแรก เซียงไฮ้มุ่งปฏิรูปโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากร ครุภัณฑ์อย่างเพียงพอ  รวมถึงเน้นให้นักเรียนเข้าเรียนในพื้นที่เพื่อให้เกิความเท่าเทียม พร้อมทั้งส่งเสริมการปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนการสอนโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้น

     จากนั้นมีการปฏิรูปหลักสูตรระยะที่ 2 (10 ปีต่อมา) มีการพัฒนาทักษะวิชาชีพของคณะครูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพครูมืออาชีพ รวมถึงส่งเสริมความเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน

     การพัฒนาของเซี่ยงไฮ้ข้างต้น นายนี มินจิง สะท้อนว่า ยังต้องปรับปรุงต่อไป เพราะการพัฒนาที่เน้นการเรียนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา แม้จะทำให้ผลการเรียนของนักเรียนในเซี่ยงไฮ้ดีมาก แต่พบปัญหาใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ นักเรียนใช้เวลาไปกับการเรียนมากเกินไป ส่งผลให้ขาดโอกาสลงมือปฏิบัติและวิจัยด้วยตนเอง จึงเกิดปัญหาความคิดสร้างสรรค์ตามมา ท้ายที่สุดการเรียนที่หนักเกินไป ทำให้นักเรียนไม่สนใจการเรียน และยังส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในชนบท

     เซี่ยงไฮ้จึงมีการวางกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงการศึกษาขึ้นพื้นฐานอีกครั้ง ภายใต้  3 โครงการหลักๆ ประกอบด้วย โครงการโรงเรียนที่มีคุณภาพดี โครงการจับคู่โรงเรียนที่เข้มแข็งกับโรงเรียนที่อ่อนแอ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการการศึกษา และโครงการประเมินดัชนีสีเขียว   

     เริ่มจากโครงการโรงเรียนที่มีคุณภาพดี มุ่งใช้โรงเรียนเป็นจุดหลักของการปฏิรูป โดยรัฐบาลเข้ามาสนับสนุน  ไม่ใช่จัดงบประมาณเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดหาครูดีมาสอน โดยเน้นให้ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูค้นหาปัญหา และปรับปรุงวิธีการสอนของตนเอง กระบวนการนี้ทำอย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดการปรับปรุงศักยภาพของครูและยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนตามไปด้วย   

     ส่วนโครงการจับคู่โรงเรียนที่แข็งแข็งกับโรงเรียนที่อ่อนแอ จะมีการทำข้อตกลงระหว่างโรงเรียนที่เข้มแข็งกับโรงเรียนที่อ่อนแอ โดยตั้งคณะทำงานคอยให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน พร้อมไปกับการประเมินผลภายหลัง 1 ปีที่มีการจับคู่ช่วยเหลือ หากไม่ได้ผลจะมีการเปลี่ยนโรงเรียนที่มาช่วยเหลือทันที  

     โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เกิดการแบ่งปันแหล่งข้อมูลทางการศึกษาในทุกพื้นที่ และกำจัดอุปสรรคที่เคยเกิดขึ้นจากความแตกต่างของระบบการบริหารในแต่ละเขตพื้น   ช่วยให้เกิดการปฏิรูปชุมชนตามไปด้วย สามารถลดช่องว่างของเมืองและชนบท

     สำหรับโครงการประเมินโรงเรียนดัชนีสีเขียว เป็นการกำหนดดัชนีชี้วัด 10  ตัว เพื่อบ่งชี้ถึงการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น และมีการเปรียบเทียบผลทุกปี ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีวัดความกดดันของนักเรียน  วัดพฤติกรรมและศีลธรรมของนักเรียน วัดความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน วัดสภาพเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียนที่มีผลกระทบต่อผลการศึกษา และวัดสุขภาพกายและใจ เป็นต้น

     การเกิดขึ้นของโครงการนี้มาจากการให้ความสำคัญกับ “ความสุข”ของนักเรียนในการเรียนนั่นเอง  จึงมีการจัดทำดัชนีชี้วัดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนของนักเรียนทั้งหมดและมีประเมินผลทุกปี เพื่อผลักดันให้ครูปรับปรุงการสอน ทำให้การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

     อนาคตทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของเซี่ยงไฮ้จะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ นายนี มินจิง ชี้ว่า ยังจะได้เห็นการพัฒนาต่อไป  โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง พร้อมไปกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น   

     ความพยายามปฏิรูปการศึกษาของเซี่ยงไฮ้ แม้จะล้มลุกคลุกคลานทั้งสำเร็จและล้มเหลว แต่อยู่บนความตั้งใจและทิศทางที่แน่แน่ว ส่งผลให้ภายใน 3 ปี เซี่ยงไฮ้สามารถ “เพิ่มคุณภาพ” และ “ลดช่องว่าง” ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้แก่นักเรียนได้อย่างเด่นชัด ดังจะเห็นได้จากคะแนน PISA ระหว่างปี 2009 และ 2012 มีการพัฒนาคุณภาพเด็กให้มีผลคะแนนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับสูง (ระดับ 6) เพิ่มขึ้นถึง 8-16% และสามารถลดจำนวนเด็กที่มีผลคะแนนในระดับต่ำ (ระดับ 1 หรือต่ำกว่า) ลงถึง 15-23%  พร้อมทั้งการพัฒนา “ความสุข” ในการเรียนรู้ควบคู่กัน

 

 

 

 

วิดีทัศน์ยุทธศาสตร์การพัฒนาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ (เซี่ยงไฮ้)