นักวิชาการต่างประเทศ เสนอไทยหานวัตกรรมการเงินใหม่ สนับสนุนภาคการศึกษา ไม่หวังรองบรัฐ “สมชัย” เสนอทำโครงการลงทุนร่วมทุนรัฐเอกชนหาเงินทุนพัฒนาการศึกษาไทย ด้านสศช.ย้ำต้องสร้างการศึกษาทางเลือกรองรับเด็กยากจนขาดโอกาส

     นาย นิโคลัส เบอร์เนตต์ อดีตบุคลากรระดับสูงองค์การยูเนสโก และธนาคารโลก  บรรยายในหัวข้อ “นวัตกรรมการจัดสรรงบประมาณเพื่อคุณภาพการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม” ในการประชุมวิชาการ”อภิวัตน์การเรียนรู้ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)  และภาคีเครือข่าย ถึงปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกเผชิญอยู่รวมถึงไทย ว่า มีเด็กไม่ได้เข้าสู่ระบบโรงเรียนจำนวนมาก จากการข้อมูลทั่วโลก พบว่ามีเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้รับการศึกษา 57 ล้านคน (ข้อมูลจากสถาบันสถิติขององค์การยูเนสโก (UIS) 2013  ) โดย 50 %  ของจำนวนนี้ เด็กไม่เคยเข้าโรงเรียน และจะไม่เข้าสู่ระบบโรงเรียนแน่นอน   

     สำหรับข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน พบว่าประเทศไทยมีเด็ก 350,000 คน ที่ยังคงไม่ได้รับการศึกษา เหล่านี้ คือ การสูญเสียโอกาสของเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียน คำนวณแล้วคิดเป็นค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ     2.8 % ของจีดีพีเทียบเท่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีของไทยโดยเฉลี่ยในช่วง10 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าความสูญเปล่าเนื่องจากเด็กไม่ได้รับการศึกษา 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ทั่วโลกเกิดการสูญเสียจากการมีเด็กไม่ได้เข้าเรียนรวมมูลค่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     นายนิโคลัส กล่าวต่อว่านวัตกรรมทางการเงินในการจัดการศึกษาจะเข้ามาช่วยได้สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างไทย  นอกเหนือจากงบประมาณจากรัฐ จากภาคครัวเรือน ผู้บริจาค อาทิ จากนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบ บริษัทเอกชนที่ให้การสนับสนุนทางตรง หรือผ่านการทำโครงการซีเอสอาร์  มาจากสถาบันการลงทุนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนประกันชีวิต หรือกองทุนของประเทศต่างๆ อาทิ นอร์เวย์ หรือประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง หรือผู้ร่วมบริจาคใหม่ๆ  ซึ่งปัจจุบัน มาสเตอร์การ์ด ฟาวเดชั่น ของแคนาดาบริจาคเงินมากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับเด็กเยาวชนในประเทศแอฟริกา นับเป็นเงินทุนใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา

     รวมไปถึงนวัตกรรมการเงินในรูปแบบจากภาษี ซึ่งในหลายประเทศจัดสรรจากภาษีที่เก็บจากอุตสาหกรรม น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือโลหะ มาสู่การพัฒนาการศึกษา  ยกตัวอย่างในอินดีย เก็บ 2 % จากกำไรสุทธิสำหรับธุรกิจหลักเข้าสู่ภาคการศึกษา หรือในแอฟริกา กำหนดให้บริษัทเอกชนทำโครงการ    ซีเอสอาร์เป็นเงิน 1 % ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี และนำ 40 % มาจัดสรรสู่การศึกษา รวมถึงนวัตกรรมการเงินประเภทการออกพันธบัตร หรือจัดสรรจากการออกล็อตเตอร์รี่  เป็นต้น เหล่านี้สามารถเป็นแหล่งเงินสำหรับพัฒนาการศึกษาได้ทั้งหมด

     อย่างไรก็ตามนายเบอร์เน็ต ย้ำว่า ข้อมูลต่างๆให้สาธารณะรับรู้  และความยึดหยุ่นของระบบการศึกษา เช่น สามารถให้เด็กเปลี่ยนเส้นทางการเรียนได้ระหว่างทาง  นับเป็นสิ่งที่สำคัญของสังคมไทย และต้องมุ่งเน้นไปที่เป้าหมาย โดยไม่ให้ปัญหาเป็นอุปสรรค

     ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาสยาม กล่าวว่า การออกแบบนวัตกรรมการเงินใหม่สำหรับนำมาใช้ในการพัฒนาการศึกษานับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ  โดยเห็นว่าการแนวทางการร่วมลงทุนระหว่างรัฐเอกชน (Public Private Partnership: PPP) ที่เคยใช้แต่โครงการลงทุนสาธารณูปโภค หรือสาธารณูปการสามารถมาใช้สำหรับการลงทุนด้านการศึกษาได้

     อย่างไรก็ตามเห็นว่าภาคการศึกษาไม่ได้ขาดการเงิน โดยใช้จ่ายเงินสำหรับพัฒนาการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือ กว่า 6.5 แสนล้านบาทต่อปี แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ เงินที่ลงไปนั้นก่อให้เกิดผลผลิต หรือนำไปสู่การปรับคุณภาพการศึกษามากน้อยเพียงใด

     และขอเสนอให้หาแนวทาง นำความต้องการของเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่สถานศึกษาที่มีคุณภาพไปสู่ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา หรือให้ความต้องการกำหนดตลาด นอกจากนี้ต้องให้องค์กรต่างๆเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการศึกษามากขึ้น อาทิ วัด เป็นต้น และต้องให้โรงเรียนแต่ละแห่งเป็นหน่วยผลิตตัดสินใจเรื่องต่างๆเองได้ ( School Base )

     นายจิระพันธ์ กัลลประวิทย์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ระบุว่า การพัฒนาการศึกษาของไทยพัฒนามาตามลำดับ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  8 ที่มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง สำหรับแผน 11 เปิดทางให้มีการศึกษาทางเลือก ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ  เพราะในครอบครัวที่ยากจนไม่สามารถให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ทั้งยังต้องอาศัยเด็กในการหารายได้อีกด้วย ดังนั้นไทยจำเป็นต้องงจัดการศึกษารูปแบบใหม่ให้เข้าถึงเด็กกลุ่มนี้ เพื่อให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง