การศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน มักเกิดคำถามหลากหลายว่า ทุกวันนี้เรามาถูกทางแล้วหรือยัง

     ในเมื่อประเทศไทยลงทุนกับประมาณการศึกษาอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลา 10 ปี โดยมีอัตราส่วนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นปีละ 7% หรือ 20,000 ล้านบาท แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนกลับสวนทาง จากการทดสอบPISA ในปี 2012 พบว่ามีนักเรียนไทยเกือบครึ่ง หรือ 49.7% ที่ได้คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับ 1 หรือต่ำกว่า ในขณะที่คะแนนมาตรฐานที่ผ่านเกณฑ์ควรอยู่ในระดับ 2 ขึ้นไป รวมถึงปัญหาทักษะการอ่านที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในวิชาอื่นทั้งหมด

     เวทีวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้...สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม ที่อิมแพคเมืองทองธานี ได้มีเวทีสะท้อนเสียงของเด็กเยาวชนถึงระบบการศึกษาไทยไว้อย่างน่าสนใจ 

     เริ่มจากเด็กในระบบการศึกษาที่มีเส้นทางเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย อาร์ต”  น.ส.ธิดารัตน์ กุลแก้ว ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภช บางขุนเทียน สะท้อนว่า การเรียนในระบบสายสามัญทุกวันนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก นำมาซึ่งวงจรอุบาทว์ และค่านิยมเรียนพิเศษ ตรงนี้ไม่ใช่เด็กที่กดดัน แต่พ่อแม่ก็คอยเป็นกังวล โดยเฉพาะค่าเรียนพิเศษ ที่ต้องเสียเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท พ่อแม่ก็ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี เพราะเชื่อว่าจะได้งานทำที่ดี แต่การเรียนที่เป็นอยู่เป็นการเรียนเพื่อสอบ เหมือนกับจัดการศึกษาแบบรองเท้าเบอร์เดียวที่บังคับให้ต้องเรียนในกรอบ ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ใช่สิ่งที่ต้องการหรือไม่ หรือถ้าเดินออกจากเส้นทางแล้วก็ต้องหลุดออกจากนอกระบบ จึงเสมือนกรอบที่ปิดกั้นเด็กว่า หากคุณเดินออกนอกกรอบก็เหมือนกับคุณได้เดินออกจากเส้นทางชีวิตไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก

     อาร์ม ปราชญ์ ปราดเปรื่อง นักเรียนสายกีฬา ร.ร.บางละมุง จ.ชลบุรี เล่าว่า “ผมเป็นเด็กเรียนไม่เก่งและไม่ชอบกีฬา แต่พอเรียนทั้งสองอย่างควบคู่กันทำให้พบว่าผมเรียนกีฬาได้ดีกว่า จึงไม่เลือกเรียนสายสามัญ  ถ้าถามว่าอยากได้การศึกษาแบบไหน ขอบอกเลยว่า อยากได้การศึกษาที่เยาวชนต้องการ สามารถตอบสนองตามความถนัดในแต่ละบุคคล เพราะคนเรามีความถนัดต่างกัน ไม่ใช่ถูกยัดเยียดให้เรียนเหมือนกัน ทั้งที่เราแตกต่างกัน”

     ขณะที่ เบียร์” ชิดดนัย ศรีเที่ยงตรง เด็กนอกระบบ จ.ขอนแก่น เล่าถึงแง่มุมที่น่าสนใจว่า ไม่อยากให้มองว่า เด็กแว้นนั้นไม่ดี การที่เราแว้นไปวันๆ ก็เนื่องจากต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อปรึกษาปัญหาในครอบครัวก็เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาครอบครัวไม่สามารถให้คำปรึกษาอะไรพวกเราได้เลย ถ้าหากสังคมให้โอกาสได้มีกิจกรรมทำ  เช่น ซ่อมรถ ทำร้านขนม คงไม่คิดที่จะแว้นซิ่งรถอย่างเดียวแน่นอน

      “ที่บอกว่า พวกผมไม่รู้จักร่ำเรียน ผมอยากบอกว่าเราถูกปิดกั้นจากสังคมที่มองว่าเป็นเด็กไม่ดี อยากขอสังคมให้โอกาส และการเรียนฟรี 15 ปี มันฟรีเฉพาะหนังสือ แต่ค่าเทอมก็ต้องออกเอง เมื่อไม่มีเงิน สุดท้ายก็ไม่ได้เรียน กลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆอีก”

            รศ.ดร.สมพงษ์  จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวสะท้อนมุมมองที่ได้จากเสียงเด็กและเยาวชนว่า จากการทำโพลที่สสค.ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในเดือนเมษายนที่ผ่านมาพบว่า  เด็กและเยาวชน 53% สะท้อนการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าเป็นการสอนที่ เริ่มต้นจากความรู้ในหนังสือและจบลงที่ข้อสอบ เด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลกแต่ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  และที่น่าสนใจเด็กอยากตั้งคำถามถึงครูยุคนี้ว่า ทำไมสอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่อง แต่สอนพิเศษกลับรู้เรื่อง  หรือ ทำไมครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุกไม่น่าเบื่อ หรือทำไมสอนต้องอ่านตามหนังสือ การเรียนรู้ของเด็กไทยจึงไม่มีความสุขกับการเรียนและยังมีปัญหาโอกาสและมาตรฐานการศึกษาของไทยไม่เท่าเทียมกัน

เสียงสะท้อนของเด็กและเยาวชนไทยที่มีต่อระบบการศึกษา จึงเป็น “คำถาม” ถึงระบบการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน กล่าวไว้ในช่วงท้ายของเวทีวิชาการนี้ว่า มีตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ทั่วโลกให้การยอมรับอยู่ 4 ด้าน ซึ่งพบว่าประเทศไทยยังมีปัญหาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทรัพยากรด้านการศึกษา ไทยลงทุนด้านการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่กลับลงทุนพัฒนาผู้เรียนเพียง 4.5% 2. ปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่ทำให้ไทยติดอันดับรั้งท้ายทางการศึกษาเพราะมีเด็กที่ยังไม่เข้าถึงการศึกษาภาคบังคับถึง 10% และเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 3-5 ล้านคนซึ่งกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยสูงถึง3%ต่อปี  3.ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยเกือบครึ่งของประเทศก็อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน  และ 4.ผลลัพท์ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ที่คุณภาพแรงงานไทย 80% ยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ  

    สำหรับข้อเสนอถึงระบบบริหารจัดการใหม่ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ความรู้จากประเทศที่ประสบผลสำเร็จทางการศึกษา และจากเวทีระดมความเห็นของทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อเป็นคานงัดสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย 1 การยกระดับคุณภาพครู เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียน กระบวนการผลิตครูต้องมีการควบคุมคุณภาพและการพัฒนาครูที่ต้องมีมาตรการสนับสนุน 2 การลดช่องว่างคุณภาพโรงเรียน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กในทุกพื้นที่เข้าถึงโรงเรียนดีมีคุณภาพ ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อทำให้เกิดการกระจายอำนาจให้อิสระการบริหารจัดการโรงเรียนบนความรับผิดชอบต่อการตรวจสอบผลงาน 3 ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ผ่านระบบประกบตัวดูแลเด็กด้อยโอกาสในโรงเรียนและระบบฐานข้อมูลเด็กด้อยโอกาสเพื่อวางทิศทางการดูแลในทุกพื้นที่

     4 สวัสดิการหนังสือสำหรับเด็กแรกเกิดและส่งเสริมให้วัฒนธรรมการอ่าน 5 ปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังทัศนคติและทักษะการทำงานที่ดี การศึกษาที่แท้จริงต้องนำไปสู่การมีงานทำ จึงต้องสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ที่พร้อมต่อโลกการทำงาน ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะ“จังหวัดจัดการตนเอง” ขณะนี้มี 10 จังหวัดต้นแบบจากสสค.ที่ลุกขึ้นมาปฏิรูปการศึกษาแล้ว 10 จังหวัด ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบบริหารจัดการในภาพรวม

     สิ่งสำคัญคือ การปฏิรูประบบการศึกษาไทยครั้งใหม่ต้องไม่ผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ถึง “จุดเปลี่ยน” จากที่เคยเป็นมา