รมว.ศึกษาชี้ปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปการเรียนการสอน เหตุเด็กป.3 นับแสนยังอ่านหนังสือไม่เข้าใจ  ย้ำต้องกระจายอำนาจให้ชุมชนมีบทบาท ขณะที่สสค.เผยตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาไทยสอบตกทั้ง 4 ด้าน พบใช้งบสูงอันดับ 2 ของโลก แต่พัฒนาผู้เรียนเพียง 4.5% ชี้ไทยติดอันดับรั้งท้ายอาเซียน  เหตุเด็ก10%เข้าไม่ถึงการศึกษาภาคบังคับ เปิด 5 มาตรการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศ “ยกระดับคุณภาพครู-ลดช่องว่างคุณภาพโรงเรียน-วางระบบดูแลเด็กด้อยโอกาส-ส่งเสริมการอ่าน-ปรับปรุงการสอนและหลักสูตรสร้างทักษะอาชีพ”

วันที่ 8 พฤษภาคม สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเพื่อนปฏิรูปการเรียนรู้จัดงานประชุมวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษามี 2 เรื่องที่ต้องส่งเสริมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือ การปฏิรูปการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับผู้เรียนและส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ชุมชนมีบทบาท สำหรับการให้ความสำคัญกับผู้เรียนต้องเปลี่ยนการสอนในห้องเรียนใหม่  จากข้อมูลพบว่ามีเด็กป.3 อ่านหนังสือไม่ออกหลายหมื่นคน และหลายแสนคนอ่านหนังสือไม่เข้าใจ  สาเหตุของปัญหาคือ หลักสูตรและเวลาที่เด็กต้องเรียนถึง 8 กลุ่มสาระ ทำให้เวลาสอนภาษาน้อยเกินไปและหลักสูตรใหม่ที่ให้สอนแบบอ่านเป็นคำ จำเป็นคำ และการเรียนหลักไวยกรณ์ตั้งแต่เล็ก ภาษาไทยจึงกลายเป็นวิชาที่ยากและน่าเบื่อแล้วจะทำให้เด็กรักการอ่านได้อย่างไร การส่งเสริมการอ่านเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องอาศัยการส่งเสริมจากหลายองค์ประกอบ อาทิ ปรัปปรุงการสอนใหม่ ส่งเสริมให้มีหนังสือดี   ห้องสมุดที่ดี สร้างสิ่งแวดล้อมให้คนรักการอ่าน และอ่านแล้วต้องคิดเป็น

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การสอนยังต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับพื้นที่โดยเฉพาะโรงเรียนชายขอบ ในพื้นที่สูงที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์  ซึ่งต้องปรับการสอนใหม่ให้ใช้ทวิภาษา หมายถึงเริ่มสอนจากภาษาที่เด็กใช้ในชีวิตประจำวันก่อน อาทิ ภาษามาลายู และขยับมาสอนเป็นภาษากลาง  ซึ่งทั่วโลกค้นพบมานานแล้วว่า ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้นมากกว่าสอนภาษากลางตั้งแต่ต้น ดังนั้นต้องมีกระบวนการพัฒนาครูอย่างจริงจัง สำหรับการกระจายอำนาจให้กับพื้นที่นั้นต้องให้โรงเรียนมีอิสระในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น และมีความสมดุลในการบริหารการศึกษาระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ต้องผสมผสานกัน เพราะหลายเรื่องจำเป็นต้องอาศัยการวางกติกาจากส่วนกลาง เช่น การจัดสอบครู ที่พบว่าการให้แต่ละพื้นที่จัดสอบเองก็พบมาตรฐานที่แตกต่างกัน บางพื้นที่ออกแบบข้อสอบวัดอย่างเข้มข้น บางพื้นข้อสอบก็ง่ายกว่า ซึ่งไม่สามารถวัดผลได้อย่างแท้จริง แต่ผู้สอบได้ทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนในภาพรวมของประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาต้องใช้เวลา ทำต่อเนื่อง ต้องตอบปัญหาพื้นที่และชุมชนให้ได้

            ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน กล่าวว่า มีตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ทั่วโลกให้การยอมรับอยู่ 4 ด้าน ซึ่งพบว่าประเทศไทยยังมีปัญหาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทรัพยากรด้านการศึกษา ไทยลงทุนงบประมาณด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับสัดส่วนงบประมาณแผ่นดินเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่มีปัญหาเรื่องระบบบริหารจัดการ ซึ่งพบว่างบประมาณถึง 95% ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเดือนเดือนบุคลากร งานบริหารและครุภัณฑ์ เหลือเพียง 4.5% เป็นงบพัฒนาผู้เรียน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียนที่ยังมีช่องว่างระหว่างคุณภาพของโรงเรียน และยังพบปัญหาการขาดการลงทุนในกลุ่มเด็กปฐมวัยทั้งที่เป็นช่วงวัยการพัฒนาที่สำคัญที่สุดของมนุษย์

2.ระยะเวลาการอยู่ในสถานศึกษาของเด็ก จากผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของเวทีเศรษฐกิจโลกที่ไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายของอาเซียน มาจากสาเหตุสำคัญคืออัตราเข้าเรียนประถมศึกษา ยังมีเด็กเยาวชนด้อยโอกาสที่หลุดออกจากระบบการศึกษาถึง 10% และยังพบเด็กด้อยโอกาส 3-5 ล้านคน ซึ่งผลวิเคราะห์ล่าสุดของดร.นิโคลัส เบอร์เนตต์ นักเศรษฐศาสตร์การศึกษาธนาคารโลกระบุว่า ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาของประเทศไทยมีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (GDP) สูงถึง3%ต่อปี  3.ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยเกือบครึ่งของประเทศก็อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน  จากการทดสอบPISA ในปี 2012 พบว่ามีนักเรียนไทยเกือบครึ่ง หรือ 49.7% ที่ได้คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับ 1 หรือต่ำกว่า ในขณะที่คะแนนมาตรฐานที่ผ่านเกณฑ์ควรอยู่ในระดับ 2 ขึ้นไป รวมถึงปัญหาทักษะการอ่านที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในวิชาอื่นทั้งหมด และ 4.ผลลัพท์ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ยังสะท้อนผ่านคุณภาพแรงงานไทยซึ่งพบว่า แรงงานไทยส่วนใหญ่ถึง 80% เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ประเทศไทยจึงติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี เพราะระบบการผลิตกำลังคนและการวิจัยของเราที่ยังอ่อนแอ

ข้อเสนอถึงระบบบริหารจัดการใหม่ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ความรู้จากประเทศที่ประสบผลสำเร็จทางการศึกษา และจากเวทีระดมความเห็นของทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อเป็นคานงัดสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย 1 การยกระดับคุณภาพครู เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียน กระบวนการผลิตครูต้องมีการควบคุมคุณภาพและการพัฒนาครูที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมทั้งมาตรฐานและศักดิ์ศรีในวิชาชีพ 2 การลดช่องว่างคุณภาพโรงเรียน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กในทุกพื้นที่เข้าถึงโรงเรียนดีมีคุณภาพ ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบ นโยบาย กฎหมายเพื่อทำให้เกิดการกระจายอำนาจโดยเฉพาะในการจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนและให้อิสระแก่โรงเรียนในการบริหาร พร้อมกับการเพิ่มภาระความรับผิดชอบต่อการตรวจสอบผลงานแก่หน่วยงานการศึกษาทุกระดับ 3 ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ผ่านตัวแบบการจัดการระบบประกบตัวดูแลเด็กด้อยโอกาสและเด็กกลุ่มเสี่ยงเป็นรายกรณีรูปแบบในโรงเรียนทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กด้อยโอกาสเพื่อวางทิศทางการดูแลในทุกพื้นที่

4 การสร้างโอกาสการเข้าถึงสื่อการอ่านและพื้นที่การอ่าน ด้วยการผลักดันให้เกิดสวัสดิการหนังสือสำหรับเด็กแรกเกิดและส่งเสริมให้วัฒนธรรมการอ่านในครอบครัว ห้องสมุดเด็กและครอบครัวในทุกชุมชน 5 ปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังทัศนคติและทักษะการทำงานที่ดี การศึกษาที่แท้จริงต้องนำไปสู่การมีงานทำ จึงต้องสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ที่พร้อมต่อโลกการทำงาน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพของแรงงานที่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน ผ่านการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม  ทั้งนี้ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการปฏิรูปการเรียนรู้เชิงพื้นที่เพื่อให้“จังหวัดจัดการตนเอง” ขณะนี้มี 10 จังหวัดต้นแบบจากสสค.ที่ลุกขึ้นมาปฏิรูปการศึกษาแล้ว 10 จังหวัด ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบบริหารจัดการในภาพรวม โดยต้องเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มิใช่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง