“นพ.เกษม” ชี้การศึกษาไทยต้องรื้อทั้งระบบ ขาดธรรมาภิบาลจัดการศึกษา แนะ 4 กระทรวง “ศธ.-แรงงาน-พาณิชย์-อุตสาหกรรม”หารือวางทิศทางจัดการศึกษาให้ตรงความต้องการ เปิดบัญชีรายจ่ายการศึกษา พบไทยลงทุนติดอันดับ 2 ของโลกสูงกว่าประเทศในอาเซียน ขณะที่ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เด็กไทยยังถดถอย พบงบรายหัวเด็กจาก 100 บาท/วัน เหลือเพียง 4.5 บาทสำหรับพัฒนาผู้เรียน ด้านทีดีอาร์ไอชี้ไทยขาดประสิทธิภาพการลงทุน แนะแก้ทั้งระบบเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางการศึกษา

วันที่ 7 พฤษภาคม สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเพื่อนปฏิรูปการเรียนรู้จัดงานประชุมวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ระหว่างวันที่ 6-8 พ.ค.นี้ ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยจะมีการนำเสนอเรื่องราวที่เป็น “คานงัด”สำคัญของการปฏิรูปการศึกษาใน 9 ประเด็นที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การยกระดับการเรียนรู้ของสังคมไทยให้เป็นผลสำเร็จในอนาคต ตั้งแต่การพัฒนาเด็กปฐมวัย การพัฒนาครู การดูแลเด็กด้อยโอกาส ไปจนถึงระบบบริหารจัดการใหม่ที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษ“สังคมเรียนรู้จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนประเทศไทยได้อย่างไร”ว่า การเรียนรู้ตามนิยามของยูเนสโกต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนให้ดีขึ้น 3 ด้าน คือ มีความรู้ มีทักษะ และเป็นคนดีมีคุณธรรม กระบวนการการศึกษาต้องทำให้เด็กมีความรู้มากขึ้น ทำงานเก่งขึ้น และเป็นเด็กดี ซึ่งขณะนี้ในบางประเทศมุ่งแต่ข้อแรก และการเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นตลอดชีวิตโดยเริ่มตั้งแต่ในครรภ์มารดา

อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาในปัจจุบันอยู่บนพื้นฐานความต้องการของผู้จัดการศึกษา ไม่อยู่บนพื้นฐานความต้องการของสังคมและตลาดแรงงาน ดังนั้นกระทรวงทั้ง 4 กระทรวง ได้แก่ ศึกษาธิการ แรงงาน พาณิชย์ และอุตสาหกรรม ต้องช่วยกันออกแบบ เพราะในปัจจุบันเราขาดแคลนปวส.ที่มีคุณภาพ และต้องเป็นการกระจายการเรียนรู้ให้มากขึ้น ทั้ง อบจ. อบต. รวมถึงหลักสูตรชุมชน

นพ.เกษม  กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการศึกษาที่ดีต้องประกอบด้วย 1) ครูดีมีคุณภาพ เป็นครูทีได้รับแรงบันดาลใจที่อยากเป็นครู 2).ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในห้องเรียน และ 3) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเรียนรู้ ซึ่งในประเทศฟินแลนด์ทำทั้งหมด โดยส่งเสริมค่านิยมครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติทำให้เด็กเลือกอาชีพครูเป็นอาชีพอันดับ 1 พร้อมกับมีการพัฒนาครูจบใหม่ไปฝึกงานกับครูผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาให้เกิดครูมีคุณภาพ  

“ผมกำลังเชิญชวนนักการศึกษาไทยว่า เรามาช่วยกันทำอย่างไรในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ประเทศไทยต้องมีการรื้อระบบการศึกษา ให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง และทุ่มให้กับการจัดการศึกษาให้คนชายขอบมากขึ้น โดยต้องมีการกระจายอำนาจให้พื้นที่ เพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญที่เราขาดคือ ขาดหลักธรรมาภิบาลในการจัดการศึกษา ฉะนั้นโรงเรียนต้องมีความรับผิดรับชอบในการจัดการศึกษาในโรงเรียน ทำอย่างไรให้คนดีและคนเก่งมาจัดการศึกษา ที่สำคัญต้องมีความโปร่งใสในการบริหารและตรวจสอบได้” นพ.เกษม กล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. กล่าวว่า จากข้อมูลของยูเนสโก ในปี 2554 พบว่า ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศกานา โดยไทยลงทุนด้านการศึกษาอยู่ที่ 24% ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 20% และเป็นระดับที่สูงกว่าประเทศที่มีการพัฒนาด้านการศึกษาในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ อยู่ที่ 20.5% มาเลเซีย 20.8% และญี่ปุ่น 9.7% ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไทยเวทีเศรษฐกิจโลกได้จัดอันดับให้ไทยมีคุณภาพการศึกษาอยู่ในลำดับรั้งท้ายของอาเซียน

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การลงทุนงบประมาณการศึกษาจะรู้เพียงภาพกว้างแต่ไม่เคยรู้เชิงลึกถึงงบประมาณที่ใช้ไปว่าลงที่จุดใด จึงเกิดโครงการบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาเพื่อให้รู้ว่างบประมาณที่จ่ายออกไปในความเป็นจริงแล้วถูกเอาไปใช้ในเรื่องอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใดไทยลงทุนการศึกษามากแต่กลับได้ผลน้อย ซึ่งผลการวิจัยบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาตั้งแต่ปี 51-53 พบว่า งบประมาณการศึกษาไทย 80% ภาครัฐเป็นผู้จ่าย แม้ว่าเรามีการเรียนฟรี 15 ปี แต่ครัวเรือนก็ยังเป็นผู้ออกอีก 20% หรือคิดเป็น 1 ใน5 ซึ่งเป็นค่าเดินทางหรือค่าเล่าเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนเรียกเก็บ โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้จ่ายงบประมาณการศึกษามากที่สุด 80% ส่วนท้องถิ่นจ่ายอยู่ที่ 15% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่านมและอาหารกลางวัน

“รายจ่ายทางการศึกษาเมื่อไปถึงโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ระดับชั้นป.1-ม.6 มีงบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 34,451 บาท/คน/ปี หรือเกือบ 100 บาท/คน/วัน ซึ่งพบว่า 75 บาท เป็นเงินเดือนครูโดยตรง ตามด้วยอาคาร สถานที่ สิ่งก่อสร้าง ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำค่าไฟ ประมาณ 10 บาท เหลือมีเพียง 4.5 บาทเท่านั้นที่เป็นค่าใช้จ่ายพัฒนาผู้เรียน และอีก 0.5 บาท เป็นงบสำหรับพัฒนาการเรียนการสอนของครู ดังนั้นหากมีการนำงบประมาณส่วนเพิ่มของการศึกษา ซึ่งในแต่ละปีมีงบที่เพิ่มขึ้น 7% ต่อปีหรือ 20,0000 ล้านบาท/ปี ไปใช้พัฒนาผู้เรียนโดยตรงก็จะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย และรัฐควรเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณที่คิดแบบรายหัวเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดเล็กบางส่วนที่ขาดแคลนและมีความจำเป็น โดยการจัดทำระบบฐานข้อมูลโรงเรียนเพื่อจัดลำดับโรงเรียนที่มีความจำเป็นในการสนับสนุนเพื่อเปลี่ยนสูตรการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ” ดร.ไกรยส กล่าว  

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์   ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ประเทศไทยใช้เงินมากสำหรับการศึกษา แต่ก่อนเคยคิดว่าการศึกษาไม่ดีเพราะมีการลงทุนน้อย แต่ตอนนี้เรื่องอย่างนี้ไม่เป็นความจริงต่อไปแล้ว เพราะใน 10 ปีที่ผ่านมามีการก้าวกระโดดของภาครัฐในการลงทุนเรื่องการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งขณะนี้มีการลงทุน 4-5 แสนล้านบาท/ปี แต่ผลที่ออกมากลับไม่ดี ประสิทธิภาพแย่ลง โดยพบว่าผู้ที่จบการศึกษายังทำงานไม่ได้ ต้องเอามาฝึกหัดนาน หลายคนไม่มีพื้นฐานที่จะเรียนรู้ต่อ หากดูจากการวัดผลทั้งจากPISA และการสอบ O-NET ก็ตกกันครึ่งประเทศ

            ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ใช่ลงทุนน้อยเกินไป แต่เป็นการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพซึ่งแสดงออกหลายอย่างเช่น ระบบโรงเรียนที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้คนต้องไปเรียนกวดวิชามากขึ้น เพราะไม่แน่ใจความรู้จากโรงเรียนเพียงพอหรือไม่ การกวดวิชาก็เป็นการลงทุนเพิ่มทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนที่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพกับคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึง การลงทุนในครูที่ปัจจุบันได้รับค่าตอบแทนแบบก้าวกระโดดเหมือนกับงบด้านการศึกษาเพราะมีคณะกรรมการกำหนดการเพิ่มเงินเดือนและวิทยฐานะ เงินเดือนของครูจึงกลายเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ในระบบการศึกษา จึงควรทำอย่างไรให้เงินเดือนของครูที่เพิ่มขึ้นไปผูกโยงกับผลการเรียนรู้ของเด็กที่ดีขึ้น และโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลซึ่งใช้เม็ดเงินจำนวนมากทำให้เกิดต้นทุนทางการศึกษาพอสมควร แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ เมื่อใส่เงินเข้าไปมากแต่คุณภาพของเด็กที่มาจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลนั้นยังมีความเหลื่อมล้ำจากเด็กที่เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นการทำให้ระบบการศึกษาไทยดีขึ้นต้องมาจากองค์ประกอบหลายส่วน เช่น ระบบประเมินผล ระบบการพัฒนาครู ระบบการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา ตำราหลักสูตร การปรับวิธีการสอนที่ไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างก็เชื่อมโยงกับทรัพยากรด้านการเงินที่ใส่เข้าไปในแต่ละระบบว่าใส่เข้าไปอย่างไรแล้วได้ผลลัพธ์กลับออกมา