นักเศรษฐศาตร์การศึกษาโลกชี้‘ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ’ ทำประเทศไทยสูญเสียเงิน 3 แสนกว่าล้านบาทต่อปี เทียบเท่า3% GDP ประเทศไทยหรือเท่ากับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทยโดยเฉลี่ยต่อปี ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ด้านนครเซี่ยงไฮ้เสนอ 4 บทเรียน “ลดช่องว่างคุณภาพโรงเรียน” เทคนิคลัดไต่ระดับครองแชมป์ PISA ในเวลา 3 ปี
          
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเพื่อนปฏิรูปการเรียนรู้จัดงานประชุมวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ระหว่างวันที่ 6-8 พ.ค.นี้ ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยจะมีการนำเสนอเรื่องราวที่เป็น “คานงัด”สำคัญของการปฏิรูปการศึกษาใน 9 ประเด็นที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การยกระดับการเรียนรู้ของสังคมไทยให้เป็นผลสำเร็จในอนาคต ตั้งแต่การพัฒนาเด็กปฐมวัย การพัฒนาครู การดูแลเด็กด้อยโอกาส ไปจนถึงระบบบริหารจัดการใหม่ที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน

     ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ครั้งใหม่เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนในสังคมไทย จำเป็นต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษาที่เปลี่ยนจากความคิดเดิม ที่เน้นการสอนในตำรา การเรียนที่แยกส่วนจากชีวิต ไปสู่ความคิดใหม่คือการส่งเสริมการเรียนรู้ชีวิตจริง ปฏิบัติจริง เป้าหมายการเรียนรู้ใหม่จึงไม่ใช่แค่ผลิตผู้จบการศึกษา แต่เป็นการสร้างเยาวชนอย่างเต็มศักยภาพ  มีทักษะ เป้าหมายและโอกาสพัฒนาตนเองไปสู่ชีวิตและอาชีพที่เลือกได้อย่างหลากหลาย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่จะเยียวยาสังคม โดยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ของคนทั้งมวล จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันทำงาน หรือ ทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ (All for Learning) การปฏิรูปการศึกษาจึงจะมีพลังและประประสบผลความสำเร็จ ฉะนั้นเครื่องมือในการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ที่สำคัญคือ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเป็นกลุ่ม เครือข่าย มูลนิธิ ซึ่งอาจเรียกโดยย่อว่า “INN” (Individual Nodes Networks) เพื่อเป็นที่พึ่งในการวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ในแต่ละจังหวัด ซึ่งหากเรามี “สสส.แห่งการเรียนรู้” เช่น “สสค.” ก็จะทำให้เกิดองค์กรที่เป็นเครื่องมือในการพื้นที่ทางสังคมและทางปัญญา โดยจะนำประสบการณ์ที่ได้ในครั้งนี้ ทำสู่แผนทำงานเพื่อให้การอภิวัฒน์การเรียนรู้ เป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึง กลุ่มเด็กเยาวชนไทยที่ถูกลืมจากระบบการศึกษาไทย 2 กลุ่มหลักคือ 1) เด็กปฐมวัย จำนวน 3.7 แสนคน ที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ และ 2) เด็กด้อยโอกาส 3-5 ล้านคน ซึ่งผลวิเคราะห์ล่าสุดของดร.นิโคลัส เบอร์เนตต์ นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา อดีตผู้บริหารระดับสูงของยูเนสโกและธนาคารโลกระบุว่า ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาของประเทศไทยนั้น มีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (GDP) สูงถึงร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งอัตราการสูญเสียดังกล่าวนั้นเทียบเท่ากับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในทุกปีตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2000-2010)

“หากประเทศไทยสามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ทั่วถึงและดึงเด็กเหล่านี้คืนสู่ห้องเรียนได้แล้ว ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งมีหมายถึงเงินที่มีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี ทศวรรษที่ผ่านมาจึงเป็นทศวรรษแห่งความสูญเสียของประเทศที่ไทยต้องเสียโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปถึง 3 ล้านล้านบาท” ทพ.กฤษดา กล่าว

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาวิชาการ สสค.กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการจัดการศึกษาสูงมาก จากผลสำรวจของ OECD (ผู้จัดการทดสอบ PISA) ในปี 2012 พบว่ามีนักเรียนไทยที่ได้คะแนนอยู่ในระดับสูงในวิชาคณิตศาสตร์ (ระดับ 4-6) เพียง 8% เท่านั้น แต่นักเรียนอีกเกือบครึ่งของประเทศ (49.7%) ได้คะแนนในระดับ 1 หรือต่ำกว่า ซึ่งคะแนนมาตรฐานผ่านเกณฑ์ควรอยู่ที่ระดับ 2

ที่ปรึกษาวิชาการสสค. กล่าวว่า จากประสบการณ์การจัดการศึกษาของนครเซี่ยงไฮ้ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในการลดช่องว่างระหว่างคุณภาพของโรงเรียนเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี และนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นที่ 1 ของโลก สะท้อนถึงระบบการจัดการที่ดี โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มเด็กที่มีต้นทุนทางการศึกษาสูงกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส โดยนครเซี่ยงไฮ้สามารถเพิ่มจำนวนเด็กนักเรียนที่ได้คะแนนสอบ PISA สูงขึ้นในระดับ 6 ได้สูงถึง 16 % ขณะเดียวกันก็สามารถลดจำนวนเด็กที่ได้คะแนนต่ำลงในระดับหนึ่งได้ถึง 23 % ด้วยมาตรการจัดกลุ่มสถานศึกษาตามตัวชี้วัดคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนผู้บริหารโรงเรียน และสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่โดยให้โรงเรียนเกรดเอเป็นโรงเรียนแกนนำในการพัฒนา คุณภาพของโรงเรียนกับความเหลื่อมล้ำจึงเป็น 2 ตัวชี้วัดที่สามารถพัฒนาไปพร้อมๆกันได้

“การเพิ่มคุณภาพของโรงเรียนด้วยการลดช่องว่างทางการศึกษาในระบบการศึกษาไทย ด้วยการปฏิรูปโรงเรียนผ่านประสบการณ์เซียงไฮ้ จึงมีข้อเสนอ 4 ประการที่สำคัญ คือ 1) ส่งเสริมการกระจายอำนาจลงไปสู่โรงเรียนและท้องถิ่น 2)เพิ่มอิสระทางวิชาการให้โรงเรียนในแง่การจัดหลักสูตรและการประเมินผลทั้งตัวครูและเด็ก 3) สร้างเครือข่ายโรงเรียนเพื่อร่วมกันเป็นพัฒนาตามความเฉพาะทาง และ 4) สร้างความเป็นเจ้าของโรงเรียนแก่ชุมชนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้เพิ่มขึ้น” ดร.อมรวิชช์ กล่าว

ทั้งนี้ในเวทีการประชุมวิชาการอภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศ ยังมีวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี , ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ,ดร.นิโคลัส เบอร์เนตต์ นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา อดีตผู้บริหารระดับสูงจากองค์การยูเนสโกและธนาคารโลก และครูต้นแบบจากสิงคโปร์เพื่อสาธิตเทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อย่างไรที่ทำให้เด็กสิงคโปร์ ติด 1 ใน 5 ของโลก สนใจคลิกรายละเอียด www.QLF.or.th